เครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ (Laboratory Glassware) คืออะไร? ประเภท วัสดุ และวิธีเลือกใช้ให้ถูกต้อง

รู้จักเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ทุกประเภท ตั้งแต่ Beaker ถึง Volumetric Flask พร้อมเปรียบเทียบวัสดุ Borosilicate vs Soda-lime vs Quartz และวิธีเลือกใช้ให้ถูกงาน


Knowledge Base

ประเภท วัสดุ และวิธีเลือกใช้ให้ถูกต้อง — รวบรวมข้อมูลครบในบทความเดียว
Types, Materials & Selection Guide — Everything in One Place

โดย Vows Craft Team
มีนาคม 2569
อ่านประมาณ 8 นาที
อัปเดตล่าสุด: มีนาคม 2569

เครื่องแก้ววิทยาศาสตร์คืออะไร?

ถ้าห้องแล็บคือครัว เครื่องแก้วก็คือภาชนะที่ทำให้ทุกสูตรเป็นจริงได้
If the lab is a kitchen, glassware is the cookware that makes every recipe possible.

เครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ (Laboratory Glassware) คืออุปกรณ์ที่ทำจากแก้วหรือวัสดุโปร่งใสที่ใช้ในการวัด ผสม ให้ความร้อน และวิเคราะห์สารในห้องปฏิบัติการ แม้ดูเหมือนแค่ภาชนะธรรมดา แต่การเลือกผิดประเภทหรือผิดวัสดุอาจส่งผลต่อความแม่นยำของผลการทดลอง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือทำให้แก้วแตกระหว่างการทดลองได้

Choosing the wrong glassware isn’t just inconvenient — it can compromise experimental accuracy or cause dangerous breakage mid-experiment.


ประเภทของเครื่องแก้วในห้องปฏิบัติการ

เครื่องแก้วแล็บแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักตามการใช้งาน

กลุ่มที่ 1 — Volumetric Glassware (เครื่องแก้ววัดปริมาตร)

ออกแบบมาเพื่อวัดปริมาตรของเหลวด้วยความแม่นยำสูง มักมีเครื่องหมาย Class A หรือ Class B กำกับ
Designed for precise volume measurement — often marked Class A or Class B depending on tolerance.

เครื่องมือ การใช้งาน ความแม่นยำ
Volumetric Flask เตรียมสารละลายความเข้มข้นแน่นอน สูงมาก
Burette ไทเทรตสารละลาย สูงมาก
Pipette (Grade A) ดูดถ่ายสารปริมาณน้อยแม่นยำ สูงมาก
Graduated Cylinder วัดปริมาตรทั่วไป ปานกลาง
Class A vs Class B คืออะไร?
Class A คือมาตรฐานสูงสุด ค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance) ต่ำกว่า Class B ถึง 2 เท่า เหมาะกับงานวิเคราะห์ที่ต้องการความแม่นยำระดับสูง เช่น Analytical Chemistry และ Titration

กลุ่มที่ 2 — General Use Glassware (เครื่องแก้วใช้งานทั่วไป)

กลุ่มนี้คือหน้าตาที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเวลาได้ยินคำว่า “แล็บ” — และเป็นกลุ่มที่ถูกใช้งานหนักที่สุดด้วย

The workhorses of any lab — you’ll reach for these every single day.

  • Beaker — ภาชนะทรงกระบอกสำหรับผสมและให้ความร้อน ไม่เหมาะกับการวัดปริมาตรแม่นยำ
  • Erlenmeyer Flask (Conical Flask) — ปากแคบลดการระเหย เหมาะกับการเขย่าและไทเทรต
  • Test Tube — หลอดทดลองขนาดเล็ก เหมาะกับการทดลองปริมาณน้อย
  • Round-bottom Flask — รับการให้ความร้อนได้สม่ำเสมอ เหมาะกับ Reflux และ Distillation
  • Watch Glass — ฝาครอบ Beaker หรือรองรับตัวอย่างขนาดเล็ก
  • Funnel — กรองหรือถ่ายเทของเหลว

กลุ่มที่ 3 — Specialized Glassware (เครื่องแก้วเฉพาะทาง)

สำหรับงานที่ต้องการมากกว่าแค่ผสมหรือวัด

  • Condenser — ควบแน่นไอระเหยในกระบวนการกลั่น
  • Separating Funnel — แยกของเหลวสองชั้นที่ไม่ละลายกัน เช่น น้ำและน้ำมัน
  • Buchner Funnel — กรองสารด้วยระบบสูญญากาศ
  • Desiccator — เก็บตัวอย่างในสภาวะแห้งสนิท ป้องกันความชื้น

วัสดุของเครื่องแก้ว — ทำไมถึงสำคัญมากกว่าที่คิด

นี่คือส่วนที่หลายคนมองข้าม — แก้วไม่ได้มีแค่แบบเดียวครับ

This is where most people stop reading — but it’s also where the real decisions happen.

แนะนำ

Borosilicate Glass — ราชาของห้องแล็บ
แบรนด์ที่คุ้นหู: PYREX, DURAN, Kimax

SiO₂ (~80%) + B₂O₃ (~13%) + Na₂O + Al₂O₃

แก้วชนิดนี้ผสมออกไซด์ของโบรอน (B₂O₃) เข้าไปในโครงสร้าง SiO₂ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 อย่าง

ทำไมทนความร้อนได้มากกว่า?
โครงสร้างแก้วปกติเมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวมาก เมื่อเย็นลงกะทันหันจะหดตัวเร็ว ทำให้แตกร้าว แต่ B₂O₃ เข้าไปทดแทนบางส่วนใน network ของ SiO₂ ทำให้ค่า Coefficient of Thermal Expansion (CTE) ต่ำลงเหลือเพียง ~3.3 × 10⁻⁶/°C เทียบกับแก้วทั่วไปที่ ~9 × 10⁻⁶/°C — หมายความว่าขยายและหดตัวน้อยกว่าถึง 3 เท่า จึงทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบกะทันหัน (Thermal Shock) ได้ดีกว่ามาก

In short: less expansion = less stress on the glass structure = doesn’t crack when you heat it fast.

ทนสารเคมีได้ดีกว่า?
โครงสร้าง Si-O-B ที่แน่นกว่าทำให้กรดและเบสส่วนใหญ่ไม่สามารถกัดกร่อนพื้นผิวแก้วได้ง่าย ยกเว้น HF (กรดไฮโดรฟลูออริก) และเบสเข้มข้นสูงที่อุณหภูมิสูง

อุณหภูมิสูงสุด: ~500°C (ใช้งานต่อเนื่อง)
จุดอ่อนตัว: ~820°C
ราคา: ปานกลาง

ทั่วไป

Soda-lime Glass — แก้วทั่วไปในชีวิตประจำวัน
แก้วน้ำ หน้าต่าง กระจก — ทำจากแก้วชนิดนี้ทั้งหมด

SiO₂ (~72%) + Na₂O (~15%) + CaO (~9%) + MgO + Al₂O₃

Na₂O (โซเดียมออกไซด์) และ CaO (แคลเซียมออกไซด์) ถูกเติมเข้าไปเพื่อลดจุดหลอมเหลวของแก้ว ทำให้ผลิตได้ง่ายและราคาถูกลง แต่ผลที่ตามมาคือ CTE สูงขึ้นถึง ~9 × 10⁻⁶/°C ทำให้ทนความร้อนได้น้อยกว่ามาก

แก้วน้ำที่บ้านคุณก็ทำจาก Soda-lime นี่แหละครับ — เหมาะมากถ้าไม่ได้ใช้กับความร้อนหรือสารเคมี
Your drinking glass at home is soda-lime. Great for water, terrible for a Bunsen burner.
อุณหภูมิสูงสุด: ~200°C เท่านั้น
ราคา: ถูก

เฉพาะทาง

Quartz Glass (Fused Silica) — สำหรับงานที่ไม่ธรรมดา
ราคาสูง แต่ไม่มีอะไรทดแทนได้ในงานเฉพาะทาง

SiO₂ บริสุทธิ์ (~99.9%) — ไม่มีสารเติมแต่ง

เมื่อ SiO₂ บริสุทธิ์สูงมาก CTE จะลดลงเหลือเพียง ~0.55 × 10⁻⁶/°C ต่ำกว่า Borosilicate ถึง 6 เท่า ทำให้ทน Thermal Shock ได้ดีเยี่ยม แต่กระบวนการผลิตที่ต้องใช้อุณหภูมิกว่า 2,000°C ทำให้ราคาแพงมาก

ข้อได้เปรียบที่ Borosilicate ทำไม่ได้: แก้วควอตซ์โปร่งแสง UV ได้ จึงเป็นตัวเลือกเดียวสำหรับงาน UV Spectroscopy และ Photochemistry

อุณหภูมิสูงสุด: ~1,100°C
โปร่งแสง UV: ใช่
ราคา: แพงมาก


ตารางเปรียบเทียบวัสดุ

Property Borosilicate Soda-lime Quartz
Main Composition SiO₂ + B₂O₃ SiO₂ + Na₂O + CaO SiO₂ บริสุทธิ์
Thermal Shock Resistance ดีมาก ต่ำ ดีเยี่ยม
Chemical Resistance ดีมาก ปานกลาง ดีเยี่ยม
Max Temperature ~500°C ~200°C ~1,100°C
UV Transparency ไม่โปร่งแสง UV ไม่โปร่งแสง UV โปร่งแสง UV
Price ปานกลาง ถูก แพงมาก
Best For งานแล็บทั่วไป งานไม่ใช้ความร้อน งานเฉพาะทางสูง

วิธีเลือกเครื่องแก้วให้เหมาะกับงาน

ถามตัวเองด้วย 3 คำถามนี้ก่อนเลือกเสมอครับ

  • 1
    สารเคมีที่ใช้คืออะไร?
    ถ้าเป็น HF หรือเบสเข้มข้นที่อุณหภูมิสูง → เลี่ยง Borosilicate ใช้ PTFE หรือ Platinum แทน / ถ้าเป็นกรดและเบสทั่วไป → Borosilicate รับได้สบาย

  • 2
    ต้องการความแม่นยำระดับไหน?
    วิเคราะห์เชิงปริมาณ → เลือก Class A เท่านั้น / ทดลองทั่วไป → Class B หรือ Graduated ก็เพียงพอ

  • 3
    มีการให้ความร้อนหรือไม่?
    ให้ความร้อนโดยตรงหรือ Autoclave → Borosilicate เท่านั้น / ไม่มีความร้อน → Soda-lime ก็ใช้ได้และราคาถูกกว่า


วิธีดูแลรักษาและยืดอายุเครื่องแก้ว

เครื่องแก้วแล็บราคาไม่ถูก ดูแลดีอายุใช้งานยาวนานมากครับ

การทำความสะอาด

ทำตามนี้หลังใช้งานทุกครั้ง
  • ล้างด้วยน้ำกลั่นหลังใช้งานทุกครั้ง อย่าปล่อยให้สารเคมีแห้งค้างในภาชนะ
  • สารที่ติดแน่น ใช้ Chromic Acid หรือ Aqua Regia (ระวังอันตราย) หรือ Ultrasonic Cleaner
  • อย่าใช้ฝอยขัดหม้อ — ขูดพื้นผิวแก้วทำให้เกิด Micro-crack สะสมจนแตกได้ในภายหลัง

การเก็บรักษา

เก็บอย่างถูกวิธี ลด breakage
  • เก็บในแนวตั้ง อย่าวางซ้อนกัน โดยเฉพาะ Flask ปากแคบ
  • Volumetric Glassware ควรเก็บในกล่องหรือชั้นแยกต่างหาก เพราะ Calibration จะเสียถ้าแก้วบิ่น
  • เครื่องแก้วที่ใช้กับสารกัดกร่อน ควรเก็บแยกจากเครื่องแก้วทั่วไป

สัญญาณที่ต้องเปลี่ยนใหม่ทันที

แม้รอยร้าวเล็กน้อยก็ไม่ควรใช้งานต่อครับ — ความดันจากสารละลายหรือความร้อนอาจทำให้แตกอย่างกะทันหัน ซึ่งไม่สนุกแน่นอน
A hairline crack might look harmless. It isn’t. Replace it.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Borosilicate ทน HF ได้ไหม?
ไม่ครับ HF (กรดไฮโดรฟลูออริก) ละลาย SiO₂ ได้โดยตรงทุกชนิด ต้องใช้ภาชนะ PTFE หรือ Platinum แทนเท่านั้น

ล้างเครื่องแก้วด้วย Acetone แล้วเป่าลมร้อนได้ไหม?
ได้ครับ แต่ต้องแน่ใจว่า Acetone ระเหยหมดก่อน และทำในพื้นที่ระบายอากาศดี เพราะไอ Acetone ติดไฟได้

Class A กับ Class B ต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ?
Class A มี Tolerance ±0.02–0.04 mL สำหรับ Volumetric Flask 100 mL ส่วน Class B อนุญาต Tolerance สูงกว่า 2 เท่า งานวิเคราะห์เชิงปริมาณหรือ Titration ควรใช้ Class A เสมอ

เครื่องแก้วที่ซื้อมาต้อง Calibrate เองไหม?
Class A มักมาพร้อม Certificate of Calibration จากโรงงาน แต่ถ้าต้องการความแม่นยำสูงสุดควร Calibrate ซ้ำในห้องแล็บด้วยน้ำกลั่นและชั่งน้ำหนักครับ


ต้องการปรึกษาการเลือกเครื่องแก้วสำหรับงานของคุณ?
ทีม Vows Craft พร้อมให้คำแนะนำด้านอุปกรณ์แล็บและเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์
บอกเราถึงประเภทงานและสารเคมีที่ใช้ เราจะช่วยเลือกให้ตรงจุด

ขอรับคำปรึกษาฟรี
ดูสินค้าของเรา

Facebook
Twitter
LinkedIn